ด่วน ตำรวจ ออกหมายเรียก คุมตัวแอ๋ม พิษณุพร.



เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.63 ทีมข่าว เดินทางมาที่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร โดยในเวลาประมาณ 16.30 น. ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กกตูม ได้เดินทางมาหานายพิษณุพร ชัยมะโย หรือแอ๋ม ชาวบ้านที่บ้านอยู่ข้างบ้านน้องชมพู่ หลังจากที่นายพิษณุพร ให้ข่าวกับอมรินทร์ทีวีว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำโทรศัพท์มือถือแตก และลบข้อมูลมือถือในวันที่ 11 พ.ค.63 และขณะสอบสวนตำรวจในช่วงแรก ๆ ตำรวจใช้เท้าเตะขา ตบหลังข่มขู่ในทำนองให้ตนรับสารภาพความผิดเรื่องน้องชมพู่

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กกตูม ได้นำหมายเรียกให้นายพิษณุพร เพื่อจะรับตัวนายพิษณุพร เดินทางไปพูดคุยกับพนักงานสอบสวนที่ สภ.กกตูม จะได้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาบ้านนายพิษณุพร ไปทำนาอยู่ จึงได้ให้นายพูนศรี ชัยมะโย พ่อของนายพิษณุพร ไปรับนายพิษณุพรกลับมาที่บ้าน โดยตอนนั้นพ่อของนายพิษณุพร ก็เปิดใจกับสื่อด้วยสีหน้าสีหน้าไม่ตกใจอะไร

เมื่อนายพิษณุพร กลับมาถึงบ้านได้เดินไปหาตำรวจ โดยมีสื่อรุมล้อม ซึ่งตำรวจได้ให้นายพิษณุพร เซ็นรับหมายเรียกและเดินทางไปพร้อมกับตำรวจ โดยก่อนไปกับตำรวจ นายพิษณุพรได้เปิดใจกับสื่อว่าสิ่งที่ตนพูดเป็นความจริง เพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง ตนไม่ทราบชื่อหรือสังกัด สอบสวนตนในช่วงแรก ๆ ที่โรงเรียนบ้านกกตูม ซึ่งตนจำวันที่ไม่ได้แล้ว โดยตำรวจได้ใช้เท้าเตะที่ขาของตนไม่ได้แรงมาก แต่ตนรับรู้ได้ว่าเป็นการข่มขู่ เพราะตำรวจได้บอกให้ตนรับสารภาพและรับผิดคดีชมพู่ ซึ่งตนเองไม่ได้เป็นคนทำ ตนไม่สามารถรับผิดได้ และการทำแบบนี้ตนก็รู้สึกไม่ดี ในช่วงแรก ๆ ตนยอมรับเครียดมากเหมือนกัน

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโทรศัพท์มือถือของตนไป พร้อมกับทำหน้าจอมือถือแตก เมื่อตำรวจนำมาส่งคืนตนถามว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ยอมบอก อีกทั้งคนที่นำมาคืนก็เป็นตำรวจคนละคน ซึ่งตำรวจยังมีการลบข้อมูลโทรศัพท์ในวันที่ 11 พ.ค.63 ของตนออกไปด้วย



ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

จากกรณีนี้ตนไม่ได้ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชดใช้ แต่เพียงอยากรู้ว่าใครเป็นคนทำโทรศัพท์ตนแตก เพราะตำรวจไม่บอกตน โดยตนก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง อยากได้รับความเป็นธรรม เพราะการที่ตนไม่ได้ผิดแต่มาถูกข่มขู่ ตนก็รู้สึกไม่ดี

จากนั้นนายพิษณุพร ได้เดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไป สภ.กกตูม โดยนายพูนศรี ชัยมะโย พ่อของนายพิษณุพร เปิดเผยว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกเครียดที่ลูกชายถูกเชิญไปสอบปากคำ เพราะตนเครียดแค่เรื่องที่พระทำนายว่าน้องชมพู่ถูกไฟช็อต ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งตนโมโหพระมากกว่า

ตนก็ทราบมาบ้างว่าช่วงแรก ๆ ที่ลูกชายถูกคุมตัวไปสอบปากคำ ก็ถูกเหมือนตำรวจบางคนที่ตบหลังและเตะ ซึ่งที่ผ่านมาลูกชายตนก็ให้ความร่วมมือ ไม่เคยขัดขืนหากตำรวจต้องการข้อมูลในโทรศัพท์ แต่เมื่อนำกลับมาพบว่าหน้าจอโทรศัพท์แตกเสียหาย ข้อมูลบางอย่างถูกลบหายออกไป ลูกชายของตนก็อาจจะเสียความรู้สึก



นายพูนศรี กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีพระที่ทำนายว่าน้องชมพู่เหยียบสายไฟที่บ้านของตนและถูกไฟช็อตเสียชีวิตและกล่าวหาว่านายพิษณุพร เอาศพไปทิ้งนั้น ตนคิดว่าพระคงจะดูผ่านโซเชียลฯ ในมุมมองแคบ ๆ และทำนายเอา ซึ่งตนก็ไม่เคยมีความกังวลใด ๆ เพราะในวันเกิดเหตุนั้นน้องสะดิ้ง ก็ยังมาถามหาน้องชมพู่ที่บ้านของตน และตนเชื่อว่านายพิษณุพร ไม่ได้ทำความผิด ตนกล้าเอาผืนนาเป็นประกันเลย ถ้าลูกชายตนเป็นคนร้าย ก็ให้เอาผืนนาตนไปเลย ตนจะยอมไปเก็บขยะกิน

แต่ถ้าวันหนึ่งมีการออกหมายจับลูกชายของตนจริง ๆ ตนก็คิดอยู่อย่างหนึ่งเพราะตนไม่มีความรู้ อ่านหนังสือไม่ออก แต่ถ้าถามเรื่องผิดหรือถูกมาถามตนได้ ถ้าเกิดลูกต้องตกเป็นแพะ ตนก็ต้องยอมเพราะตนไม่มีความรู้ จะไปต่อสู้ เพราะตนเป็นแค่ประชาชนตาดำ ๆ อย่างไรก็ตาม ตนไม่เครียดที่ลูกชายถูกนำตัวไปสอบปากคำ แต่เป็นห่วงตอนที่สื่อไปสัมภาษณ์เพราะเขาอาจจะตื่นเต้น ตอบผิดตอบถูก และตนมองว่าลูกอาจจะมีความเครียด เพราะถูกสอบปากคำและไม่ได้ทำงาน



ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

ทีมข่าวลงพื้นที่หมู่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ได้ติดตามวิถีชีวิตของนายพิษณุพร ซึ่งวันนี้ตำรวจไม่มีการเรียกนายพิษณุพรไปสอบปากคำ เจ้าตัวจึงอาศัยช่วงนี้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งตอนนี้เป็นฤดูฝน จึงได้เริ่มดำนา ปลูกกล้าข้าวเหนียวตั้งแต่ 10.00 น. เพื่อจะเก็บเกี่ยวไว้กินตลอดทั้งปี

ทีมข่าวลงพื้นที่ไปยังริมคันนา เพื่อพูดคุยกับนายพิษณุพร เปิดเผยว่า วันนี้ตำรวจไม่ได้เรียกไปสอบปากคำ ตนจึงออกมาทำนาตามปกติ เพราะที่ผ่านมาตนแทบจะไม่ได้ทำการเกษตร ถ้าไม่ทำนาตอนนี้ก็จะไม่มีข้าวเหนียวกิน ซึ่งหลังจากที่ตำรวจเริ่มเรียกตนไปสอบปากคำ ก็ค่อนข้างกระทบต่อการทำงานของตนมาก ๆ เพราะแทบจะไม่ได้ทำงานเลี้ยงชีพเลย ซึ่งตนก็คิดว่าสาเหตุที่ตำรวจเรียกตนไปสอบปากคำบ่อย ๆ หรือพุ่งเป้ามาที่ตนนั้น อาจเป็นเพราะว่าตนเป็นคนที่อยู่บ้านใกล้น้องชมพู่ที่สุด แต่ยืนยันว่าตนไม่เห็นคนร้ายหรือใคร

เพราะบ้านของตนถูกตีด้วยไม้อย่างมิดชิด ทำให้ตนไม่เห็นจุดที่น้องชมพู่นอนอยู่ก่อนที่จะหายตัวไปเลย และตนไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นใคร แต่คิดว่าไม่น่าจะเป็นคนในหมู่บ้าน เพราะถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปก็คงจะร้อนตัวกันบ้างแล้ว เพราะตำรวจอยู่ในพื้นที่เยอะมาก ๆ

นายพิษณุพร กล่าวต่อว่า แม้ว่าตำรวจจะค่อนข้างเพ่งเล็งมาที่ตน แต่ก็ไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างตนและครอบครัวน้องชมพู่ เพราะทุกวันนี้ก็ยังสารทุกข์สุขดิบกันอยู่ และเชื่อว่าครอบครัวน้องชมพู่ก็ไม่ได้สงสัยตน เพราะในวันเกิดเหตุนั้นครอบครัวน้องชมพู่ก็ยังมาถามหาน้องชมพู่กับตนและเห็นตนนอนอยู่ที่บ้าน และแม่ของน้องชมพู่ก็เป็นพยานยืนยันเรื่องสถานที่ให้กับตน ซึ่งตำรวจคงจะคิดว่าตนอยู่บ้านใกล้น้องชมพู่ แล้วจะรู้เรื่องราว ทั้ง ๆ ที่ตนไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย


นอกจากนี้ สำหรับเรื่องโทรศัพท์ที่พัง หน้าจอแตกและข้อมูลการโทรของวันที่ 11 พ.ค.63 หายไปนั้น ตนก็ไม่ได้คิดโกรธหรืออยากได้ค่าชดใช้จากตำรวจเลย เพราะโทรศัพท์ตนก็เก่าแล้ว แต่ตนเพียงแค่อยากให้ตำรวจมาพูดบอกว่าโทรศัพท์แตกได้อย่างไร หรือขอโทษกัน ตนก็พอใจแล้ว ในส่วนที่ตำรวจอาจจะลงมือกระทบร่างกายตนนั้น ยอมรับว่าไม่ชอบมาก ๆ อยากพูดกันดี ๆ มากกว่า สำหรับนายวา ผู้ที่พบร้อยเท้าน้องชมพู่ ก็ยังออกไปทำงานไม้ตามปกติ แต่ไปทำบ้านอีกหลังในหมู่บ้าน ส่วนงานสร้างบ้านของนายพิษณุพร ได้หยุดการสร้างตั้งแต่คดีของน้องชมพู่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีคนสติไม่ดีเดินเข้ามาในพื้นที่นั้น ตนก็ไม่รู้จักเขาเลยและไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน คาดว่าเป็นคนเร่ร่อน และตนก็ไม่กล้าตัดสินว่าเขาเป็นคนร้ายหรือไม่ แต่สำหรับทิศทางที่คนร้ายวิ่งไปนั้น น่าจะมุ่งตรงไปทางเขาภูเหล็กไฟ เมื่อนายพิษณุพรถูกคุมตัวไปถึง สภ.กกตูม ทีมข่าวก็ได้สอบถามว่ามีความเครียดหรือไม่ เจ่าตัวก็ตอบเพียงว่า "ไม่ ๆ" และเดินเข้าโรงพักไป



ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

ทีมข่าวยังได้พูดคุยกับนางตาล ชัยมะโย แม่ของนายพิษณุพร เปิดเผยว่า หลังจากที่ลูกชายถูกเชิญตัวไป ตนไม่ได้เครียด เพราะลูกชายก็เคยเล่าให้ฟังว่าช่วงแรก ตำรวจตบหลังให้รับสารภาพ แต่ลูกชายตนไม่ได้ทำผิด ก็ไม่รับ ซึ่งตนก็ทราบข้อมูลเพียงเท่านี้ ส่วนวันนี้ที่ตำรวจเชิญตัวไปคุย ตนเองไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร เพราะลูกชายไม่ได้ทำอะไรผิด ลูกชายบริสุทธิ์ใจ

นอกจากนี้ทีมข่าวยังได้พูดคุยกับนางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่ของน้องชมพู่ เปิดเผยว่า เรื่องของนายพิษณุพร ตนเองขอยืนยันว่าเห็นนายพิษณุพร ในวันที่ 11 พ.ค.63 หลังจากที่กลับมาจากสวนยาง ตนยังไม่ได้เห็นนายพิษณุพร ออกจากบ้านเลย ตนก็ยืนยันได้ แต่ตรงประเด็นไฟช็อต ตนเองก็ยังยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ ส่วนเรื่องพิษณุพร ถูกตำรวจทำร้ายร่างกายนั้น ตนเองไม่ทราบข้อมูล จึงขอไม่แสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ในเรื่องของคนเสื้อส้ม หรือคนบ้าลักษณะท่าทางแปลก ๆ ตนไม่เคยเห็นผ่านมาแถวนี้ เพราะในหมู่บ้านไม่มีคนบ้า และไม่มีใครที่ตนคิดว่าจะถึงขั้นที่จะฆ่าคิดฆ่าลูกสาวได้

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 11 พ.ค.63 ช่างโด่ง และช่างวา ได้มาไสไม้ที่บ้านนายพิษณุพร และมีแก๊งเด็กต้นจำปาที่มาปีนเล่นกัน เป็นพยานว่าเห็นทั้ง 3 คนทำงานอยู่ในเวลาที่น้องชมพู่หายตัวไป



ทั้งนี้เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 23 มิ.ย.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิษณุพร ชัยมะโย หรือ แอ๋ม ซึ่งถูกออกหมายเรียกหลังจากออกมาให้ข่าวเรื่องหน้าจอโทรศัพท์แตก กลับมาถึงบ้านแล้ว โดยนายแอ๋ม เปิดเผยว่า ตำรวจได้นำตัวตนมาส่งที่บ้านตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ

โดยตำรวจเรียกไปสอบเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลมือถือเท่านั้น ไม่มีการคุยเรื่องคดีน้องชมพู่ ตนเองก็ยินยอมให้เลิกแล้วต่อกัน ไม่ได้มีอะไรติดใจ ซึ่งตำรวจก็นำตัวมาส่งที่บ้าน โดยไม่ได้มีการข่มขู่อะไร อย่างไรก็ตาม ตำรวจระบุว่า คงไม่มีการเรียกสอบอะไรอีก ซึ่งคดีนี้ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวคดีชมพู่ ตนเองก็ตกใจหลัจากที่พ่อไปตามถึงที่นา ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าอาจจะเกี่ยวกับคดีน้องชมพู่ แต่ตนก็ไม่ได้ขัดขืน ยอมทำตามเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่โดยดี

ขอบคุณ ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34, mumkhao